วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

"สถาปัตยกรรมและวิศวกรสร้างเด็กไทยพันธุ์ใหม่"

         
According to desirable education in the era of globalization, government agencies at all levels must realize that  learner is the most important, explicit policy on each level. Undertaken to citizens of  new generation of high-quality education in a holistic approach taking into account the quality of every class. 
Teacher must  be developed, build morale, enhance teachers' professional standards and  use of high technology material to develop the social of learning. State agencies educate his majesty the king's order to capitalize economies based on simplicity and economy for the benefit of the public sufficient principles of management courses to cover all children, adults and the elderly. The school system must  be adjust to more good quality and  using national educational test scores (o-net) to develop better .

การจัดการศึกษาที่พึงประสงค์ในยุคโลกาภิวัตน์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไร้พรมแดน มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง จะต้องเปิดห้องเรียนสู่โลกกว้างให้สิ่งรอบข้างเป็นครู เปิดโลกทัศน์ของเด็กให้กว้าง ให้ทุกคนได้สังคมได้สังเกต ได้คิด ได้ถามได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ให้ได้ยินกับหู ได้ดูกับตา และได้สัมผัสด้วยตนเอง หน่วยงานของรัฐตั้งแต่ระดับรัฐบาล กระทรวง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตระหนักว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด ควรจัดให้เหมาะสม นโยบายชัดเจนในแต่ละระดับ การจัดการศึกษาที่พึงประสงค์กับยุคนี้ ดังนี้
1.      การศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์ จึงต้อง มีรูปแบบหลากหลาย มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว
ตอบสนองความต้องการและศักยภาพของคน และชุมชน ใช้แหล่งทรัพยากรในท้องถิ่นมากขึ้น เน้นประโยชน์นักเรียนเป็นหลัก ดี เก่ง มีความสุข ครูอำนวยความสะดวกโดยปรับเปลี่ยนระบบการเรียนการสอน กระจายอำนาจให้สถานศึกษาให้ท้องถิ่น เอกชน และชุมชน โดยส่วนกลางลดบทบาท
2.      กระบวนการเรียนรู้ จะต้องจัดให้สอดคล้องกับความถนัด ฝึกทักษะกระบวนการคิด
สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ครูอำนวยความสะดวก เรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ตลอดชีวิต
          การศึกษาต้องมีหน้าที่ 3 อย่าง คือ 1. Education is Growth การศึกษา คือ ความเจริญ  งอกงามและทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพชีวิตคน 2. การศึกษาจัดสรรคนเข้าสู่อาชีพตามความถนัดและความสนใจ และ 3. การศึกษาสร้างคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ หมายถึง คนที่มีความรู้ ความจริง มีความดีและความงาม จึงเรียกได้ว่าเป็นคนที่สมบูรณ์ และที่สำคัญที่สุดต้องให้คนเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อสามารถทำให้คนเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาสังคม ประเทศ และโลกได้ ดังนั้น การสร้างพลเมืองยุคใหม่ที่มีฝีมือคุณภาพทางการศึกษาที่สูงขึ้น การเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นรอบตัวนักเรียน เกิดจากครอบครัว สังคม สื่อ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพิ่มมากขึ้น โดยทำแบบองค์รวมคำนึงถึง
1.      คุณภาพมีเป้าหมายพัฒนาเด็กทุกช่วงชั้น ป.1-3 ต้องอ่านออกเขียนได้ เคารพพ่อแม่
และครู ป.4-6 ต้องอ่านคล่องเขียนคล่อง สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ม.1-3 ต้องรู้จักใช้ภาษาต่างประเทศ คิดวิเคราะห์ชั้นสูงเป็น มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ม.4-6 ต้องค้นพบตัวเองว่าจะเรียนต่ออะไร และมีความเป็นพลเมืองดี ในระดับมหาวิทยาลัยมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ มีความสามารถในการแข่งขันได้
2.      ครู เป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่ทำให้การศึกษาประสบความสำเร็จ ต้องมีการพัฒนาครู สร้าง
ขวัญและกำลังใจ ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูให้สูงขึ้น
3.      การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาอย่างกว้างขวาง ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้
E-Learning ที่ค้นหาความรู้ได้ตลอดเวลา มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังสถานศึกษาทุกแห่ง มีสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทางการศึกษา เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสังคมไทย
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชปณิธานที่จะจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินให้แก่กระทรวงศึกษาธิการสร้างโรงเรียนราชวินิตขึ้น ทรงอุปถัมภ์ โรงเรียนวังไกลกังวล ทรงส่งเสริมให้จัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน พระราชทานพระราชดำริและพระบรมราชานุเคราะห์ให้จัดตั้งโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน โรงเรียนร่มเกล้าโรงเรียนชาวเขาและประชาชนที่อยู่ห่างไกลการคมนาคม ให้จัดสร้างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เสด็จฯ เยี่ยมโรงเรียนประถมศึกษาในท้องที่ห่างไกลและทุรกันดาร พระราชทานเครื่องเขียนแบบเรียน เสื้อผ้าแก่เด็กนักเรียน เครื่องอุปโภคบริโภคแก่ครูและพระราชทานพระราชทรัพย์ประเดิมตั้งมูลนิธิต่าง ๆ อาทิ พระราชปณิธานที่จะให้เด็กได้เล่าเรียนต่อเนื่องกันไป ตั้งแต่ก่อนระดับประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย การส่งเสริมการพัฒนาการฝึกหัดครู ครู และผู้บริหารการศึกษา ส่งเสริมการอาชีวศึกษาให้แพร่หลาย  การขยายการศึกษาภาคบังคับให้ทั่วทั้งประเทศ  ให้วัดและพระสงฆ์ได้มีส่วนช่วยเหลือการศึกษาของชาติ การให้การศึกษาแก่เด็กที่ประสบภัยธรรมชาติ ให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การจัดการศึกษาพิเศษและการศึกษาสงเคราะห์ เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้รับการศึกษาโดยทั่วถึง และให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ แก่เยาวชนให้กว้างขวาง จึงทำให้เกิดโครงการสารานุกรมสำหรับเยาวชนขึ้น นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาในชุมชนได้ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพ อัจฉริยภาพให้แก่ผู้เรียน ดึงความรู้ ความสามารถของเด็กออกมา ผ่านการจัดห้องเรียน ห้องละไม่เกิน 30 คน ครูต้องรู้ว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถอะไรบ้าง และรู้จักครอบครัว นิสัยใจคอของเด็กทุกคน จัดสภาพแวดล้อม และหาวัสดุ อุปกรณ์การเรียนการสอนที่ดีให้แก่เด็ก ซึ่งอปท.ทุกที่สามารถพัฒนาการศึกษาให้แก่เด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุในชุมชนได้ ยึดหลักการทรงงานของ"ในหลวง" ประหยัด เรียบง่าย ยึดประโยชน์ส่วนรวมและเศรษฐกิจพอเพียง จัดหลักสูตรให้ครอบคลุมทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ปรับระบบโรงเรียนให้มีคุณภาพ สร้างครู หลักสูตร สิ่งแวดล้อม เตรียมวัสดุอุปกรณ์สอนที่ดี พร้อมนำคะแนนโอเน็ตมาใช้ยกระดับคุณภาพแต่ละวิชา การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ต้องยึดหลักการจัดการหลักสูตรให้ครอบคลุมทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ปรับระบบโรงเรียนให้มีคุณภาพที่ดี โดยใช้เครื่องมือ ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น สร้างหลักสูตรที่ดี ครูที่ดี และใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ซึ่งเป็นการวัดผลคุณภาพการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียน มาใช้เปรียบเทียบปรับคุณภาพการเรียนการสอนให้ทัดเทียมกับโรงเรียนที่เก่ง และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์พระราชทานแนวพระราชดำริด้านการศึกษาให้แก่นักการศึกษาสถาบันการศึกษา ส่วนราชการ ภาคเอกชน ตลอดจนบุคคลกลุ่มต่างๆ อย่างกว้างขวางและสม่ำเสมอ สมควรที่หน่วยงานของรัฐ พสกนิกรทั้งปวงจะได้พยายามศึกษาให้ถึงแก่นแท้แห่งสาระของพระราชดำริเพื่อจะได้น้อมนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สมดังพระราชปณิธานที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริไว้ให้เป็นสมบัติของประชาชนและประเทศชาติตลอดไป


เอกสารอ้างอิง
เกษม  วัฒนชัย.  (2551).  ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง แนวทางในการจัดการศึกษาขององค์กร
            ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.).”  (1 สิงหาคม 2551).  
ชินวรณ์  บุณยเกียาติ.  (2553).  ปฏิรูปการศึกษาไทยในทศวรรตที่ 2.  เนชั่นสุดสัปดาห์.       
           วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม  2553.  [ออนไลน์].  แหล่งที่มา : http://www.thaiteachers.tv         [23 มีนาคม 2554].
ธีระ  รุญเจริญ.  (2550).  ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษายุคปฏิรูป
            การศึกษา.  กรุงเทพฯ : ข้าวฟ่าง. 

                                

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

โครงงานทดลอง ม. ต้น

กิตติกรรมประกาศ

                โครงงานนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาอย่างสูงจากท่านผู้อำนวยการคำรณ  ทศสิริวัฒน์  ผู้อำนวยการโรงเรียนขามสะแกแสง  ที่ให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณในการจัดทำ คุณครูณัฏฐกันย์  ดอกสันเทียะ ครูที่ปรึกษาโครงงาน และคุณครูพุทธิภา  เหล็กคงสันเทียะ ครูที่ปรึกษาพิเศษ ที่ได้ให้คำแนะนำ และช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างทำโครงงาน  ทั้งยังอำนวยความสะดวกในการจัดหาสถานที่  เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง  และขอขอบคุณคุณครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทุกท่านที่ช่วยตรวจสอบ ให้คำปรึกษา  และให้ข้อเสนอแนะ ทำให้โครงงานนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ทางคณะผู้จัดทำจึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้
                                                                                                คณะผู้จัดทำ
                                                                            บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง  ข้าวกล้องงอกสมุนไพร
                                   
โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง ข้าวกล้องงอกสมุนไพร มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบ ผลของสารสกัดจากสมุนไพรความเข้มข้นต่างๆ ที่มีต่อการงอกของข้าวกล้อง เพื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์   การงอกของข้าวกล้องที่แช่สารสกัดจากสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่ระยะเวลาต่างๆ และเพื่อศึกษาความชอบโดยรวมของผู้บริโภคต่อข้าวกล้องงอกสมุนไพรชนิดต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะข้าวกล้องซึ่งจะมีเนื้อสัมผัสที่เหนียว แข็ง   ทำให้ไม่เป็นที่นิยมนำมาบริโภค การศึกษาครั้งนี้ได้แบ่งการทดลองออกเป็น 3 การทดลอง และปรากฏผลการทดลอง ดังนี้
การทดลองที่ 1 ศึกษาผลของสารสกัดจากสมุนไพรความเข้มข้นต่างๆ ที่มีต่อการงอกของข้าวกล้อง ทำการทดลองโดยเพาะเมล็ดข้าวกล้องในสารสกัดของสมุนไพร 9 ชนิด คือ ดอกอัญชัน, ใบเตย, ใบมะกรูด, กระชาย, ข่า, ตะไคร้, ขมิ้น, ไพล และมะขามเปียก ที่มีความเข้มข้นต่างๆ คือ 0, 1.25%, 2.5%, 5%, 10% และ 20%โดยมวลต่อปริมาตร ปรากฏว่า สารสกัดจากสมุนไพรความเข้มข้นต่างๆ ส่งผลต่อการงอกของเมล็ดข้าวกล้องได้แตกต่างกัน โดยภาพรวมสารสกัดจากสมุนไพรความเข้มข้น 5% โดยมวลต่อปริมาตร   จะกระตุ้นการงอกของเมล็ดข้าวกล้องได้ดีที่สุด จึงเป็นความเข้มข้นที่เหมาะสำหรับนำมาใช้ในการผลิต   ข้าวกล้องงอก
การทดลองที่ 2  ศึกษาเปอร์เซ็นต์การงอกของข้าวกล้องที่แช่สารสกัดจากสมุนไพรชนิดต่างๆ     ที่ระยะเวลาต่างๆ โดยข้าวกล้องมาแช่ในสารสกัดจากสมุนไพรชนิดต่างๆ ความเข้มข้น 5% โดยมวลต่อปริมาตร เป็นเวลา 3 ชั่วโมง แล้วนำข้าวกล้องมาเพาะต่อโดยห่อไว้ด้วยผ้าขาวบางเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 12, 24 และ 36 ชั่วโมง แล้วหาเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดข้าวกล้อง ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ข้าวกล้องที่แช่ในสารสกัดจากสมุนไพรชนิดต่างๆ จะเริ่มงอกที่เวลา 12 ชั่วโมง โดยข้าวกล้องที่แช่สารสกัด   จากข่า จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงที่สุด และที่เวลา 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เมล็ดข้าวกล้องที่แช่สารสกัดจากสมุนไพรชนิดต่างๆ จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงกว่าเมล็ดที่แช่ในน้ำกลั่น โดยเฉพาะเมล็ดที่แช่ในสารสกัด จากข่า, กระชาย, ใบมะกรูด และตะไคร้ ที่ค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดสูงกว่า 50% ที่เวลา 36 ชั่วโมง เมล็ดข้าวกล้องที่แช่สารสกัดจากสมุนไพรชนิดต่างๆ จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดสูงกว่า 70% โดยเฉพาะเมล็ดที่แช่ในสารสกัดจากข่า และกระชายจะมีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์การงอกสูงที่สุด ส่วนที่เวลา   48 ชั่วโมง เมล็ดข้าวกล้องจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดใกล้เคียงกับที่เวลา 36 ชั่วโมง
การทดลองที่ 3  ศึกษาความชอบของผู้บริโภคต่อข้าวกล้องงอกสมุนไพรชนิดต่างๆ
โดยการทดสอบทางด้านประสาทสัมผัส โดยใช้ผู้ทดสอบเป็นประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลตำบล          ขามสะแกแสง จำนวน 30 คน ทำการทดสอบทางประสาทสัมผัสโดยการดูลักษณะภายนอก สี ดมกลิ่น           ชิมรสชาติ และเนื้อสัมผัสของข้าว แล้วให้คะแนนความชอบของคุณลักษณะแต่ละตัวอย่างในแบบสอบถาม ปรากฏว่า ข้าวกล้องงอกสมุนไพรขมิ้นได้รับความชอบโดยรวมสูงสุด  รองลงมาคือ ข้าวกล้องงอกสมุนไพรอัญชัน, ข้าวกล้องงอกสมุนไพรไพล และข้าวกล้องงอกสมุนไพรข่า

มาดู"ซุปเปอร์มูน"ในรอบ 18 ปี กันเถอะ

โชคดีที่เมื่อวันที่ 20 มี.ค.54 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. ได้เปิดเผยภาพถ่ายดวงจันทร์เปรียบเทียบขนาดที่ต่างกัน โดยเป็นภาพดวงจันทร์เต็มดวงในเช้ามืด เวลา 02.00 น.
ของวันที่ 20 มี.ค.54 ซึ่งโคจรมาเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบปีที่ระยะทาง 356,577 กิโลเมตร กับเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2554 ระยะทาง 366,158 กิโลเมตร แสดงให้เห็นถึงขนาดของดวงจันทร์ที่ใหญ่โตกว่ากันโดยชัดเจน ซึ่งภาพทั้งสองถ่ายโดย นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ในคืนวันที่ 19 มี.ค.54 เกิดขึ้นในคืนวันเพ็ญ ทำให้สามารถเห็นดวงจันทร์ได้เต็มดวง และมีขนาดใหญ่กว่าตามปกติประมาณ 2-3% ถือเป็นช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวงขณะใกล้โลกที่สุดในรอบ 18 ปี ซึ่งดวงจันทร์มีผลต่อการเกิดนำขึ้น-นำลงเท่านั้น

16 มกราคม วันครูปี 2554

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้
รหัสวิชา  31102  ชื่อรายวิชา  ชีววิทยา  จำนวนชั่วโมง  2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 
จำนวน 1 หน่วยกิต ประเภทวิชา ( / ) พื้นฐาน  ( ) เพิ่มเติม  ชั้น ม. 4   ภาคเรียนที่ 2


ข้อที่

ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้
การประเมินผล
ระหว่างเรียน
กลางภาค
ปลายภาค
1
สำรวจตรวจสอบ อภิปรายและอธิบายกระบวนการที่สารผ่านเซลล์และการรักษาดุลยภาพของเซลล์
/
/
/
2
สำรวจตรวจสอบ อภิปรายและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์พืช
/
/
/
3
สำรวจตรวจสอบ อภิปรายและอธิบายการรักษาดุลยภาพ
ของเซลล์สัตว์
/
/
/
4
สำรวจตรวจสอบ สืบค้นข้อมูล และอธิบายเกี่ยวกับกลไก
การรักษาดุลยภาพของน้ำ อุณหภูมิ กรด-เบส และแร่ธาตุ
ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต
/
/
/
5
สืบค้นข้อมูล และอธิบายเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
/
/
/
6
นำความรู้เรื่องการรักษาดุลยภาพไปใช้ในการดูแลสุขภาพ
ของตนเองและสิ่งมีชีวิตอื่น
/
/
/
7
สืบค้นข้อมูล อภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับสารพันธุกรรมและโครโมโซม
/

/
8
สืบค้นข้อมูล อภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับการถ่ายทอด
ลักษณะทางพันธุกรรม
/

/
9
สืบค้นข้อมูล อภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับความแปรผันทางพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
/

/
10
สำรวจ สังเกตลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในท้องถิ่น
ลักษณะที่เหมือนและแตกต่างกันของสิ่งมีชีวิตหลากหลาย
และจำแนกเป็นกลุ่มได้
/

/
11
สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อภิปราย และนำเสนอประโยชน์ของเทคโนโลยีชีวภาพต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
/

/
12
สืบค้นข้อมูล อภิปราย และนำเสนอคุณค่าของความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต กับการใช้ประโยชน์ของมนุษย์
ที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
/

/


วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554

“การบริหารการศึกษาเป็นศาสตร์หรือศิลป์ ที่มีความสัมพันธ์กับผู้บริหารมืออาชีพ”

การบริหารการศึกษาเป็นศาสตร์หรือศิลป์ ที่มีความสัมพันธ์กับผู้บริหารมืออาชีพ
            การบริหารการศึกษาเป็นศาสตร์ที่มีทฤษฎีสาขาหนึ่ง มีองค์ประกอบของความรู้ที่มีกฎเกณฑ์ การบริหารจำเป็นต้องอาศัยทฤษฎีเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการบริหารจัดการ วิจัยเพื่อค้นหาองค์ความรู้ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล องค์ความรู้การบริหารการศึกษา เริ่มมีการจัดระบบมีแบบแผนเมื่อราวศตวรรตที่ 20 ทฤษฎีที่นำมาใช้ในวิชาบริหารการศึกษา ได้นำมาจากศาสตร์สาขาต่าง ๆ โดยนำมาศึกษาค้นคว้า วิจัยเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อนำผลไปปฏิบัติ  (ธร  สุนทรายุทธ.  2551)
          การบริหารการศึกษาเป็นศิลป์ที่ขึ้นอยู่กับความสามารถ ประสบการณ์หรือทักษะของผู้บริหารแต่ละบุคคลที่จะทำงานให้บรรลุตามเป้าหมาย นับว่าเป็นการประยุกต์ทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม การศึกษาอบรมทางด้านการบริหารการศึกษา   ทำให้สามารถนำหลักทฤษฎีไปใช้ได้อย่างเหมาะสม และเข้ากับสถานการณ์ย่อมจะทำให้เกิดผลสำเร็จมากกว่า ผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาอบรมมาทางการบริหารการศึกษา สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาอบรมทางด้านการบริหารการศึกษา หากต้องมารับตำแหน่งทางบริหารจึงมีความจำเป็นต้องหาประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างการบริหาร ซึ่งความรู้ที่ได้อาจจะเกิดจากอำนาจหน้าที่ ความคิดริเริ่ม สามัญสำนึกหรือการสังเกต (ธร  สุนทรายุทธ.  2551)
วิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพชั้นสูง วิชาชีพหนึ่ง ผู้บริหารการศึกษา (ผู้บริหารนอกสถานศึกษา) ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ๆ จะต้องเป็น มืออาชีพ ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาเป็นบุคลากรหลักที่สำคัญของสถานศึกษาและเป็นผู้นำวิชาชีพที่จะต้องมีสมรรถนะ ความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม จริยธรรม ตลอดทั้งจรรยาบรรณวิชาชีพที่ดี จึงจะนำไปสู่การจัดและการบริหารสถานศึกษาที่ดี  จึงจะทำให้การศึกษาบรรลุความสำเร็จได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและคุณภาพของสถานศึกษา (ธีระ  รุญเจริญ.  2550)  กล่าวคือ
1.  ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ตลอดทั้งแนวทางปฏิรูปการศึกษาเกี่ยวกับ ผลการจัดและปัญหาการจัดการศึกษาที่ผ่านมาในด้านต่าง ๆ ผลการประเมินคุณภาพภายนอก แผนการศึกษาแห่งชาติ ยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ นโยบายของกระทรวงศึกษาของสำนักงานที่เกี่ยวข้อง แนวภารกิจของสถานศึกษาที่กำหนดไว้ แนวการบริหารและจัดการศึกษา ความเป็นมืออาชีพในการบริหารการศึกษาและ       แนวทางการปฏิรูปการศึกษา
2.  ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา ทั้งการประกันคุณภาพภายในและการประกันคุณภาพภายนอก ตลอดทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรฐานการศึกษาของชาติ มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อประเมินภายนอก
3.   ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาจะต้องมีสมรรถนะในการจัดการศึกษา และการบริหารการศึกษาในด้านต่าง ๆ ด้วยความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง จะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพตามข้อบังคับของคุรุสภา
4.  ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาจะต้องมีภาวะผู้นำที่เอื้อต่อการการบริหารและจัดการศึกษา ภาวะผู้นำทางวิชาการ  ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการบริหารแบบมีส่วนร่วม (ธีระ  รุญเจริญ.  2548)
5.  ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาต้องมีความรู้ ความสามารถในการบริหารฐานโรงเรียน (SBM) ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2547  และสามารถนำหลักธรรมา     ภิบาลมาใช้ในการบริหารและจัดการศึกษา รวมทั้งสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานและตัวบ่งชี้การบริหารฐานโรงเรียนตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาพัฒนาไว้
6.  ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาจะต้องมีความสามารถทำให้องค์การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง และจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) กระบวนการจัดการองค์ความรู้และพัฒนาองค์การ และการพัฒนาสมองเพื่อการเรียนรู้ (Brain-based Learning Development)
7.  ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดชั้นและการจัดโรงเรียนในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อที่จะเลือกใช้และนำไปสู่วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
8.  ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในแนวคิด หลักการและการจัดทำหลักสูตร และจะต้องมีความเข้าใจสามารถส่งเสริมการเรียนการสอน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
9.  ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการวิจัย ทั้งการวิจัยและการพัฒนาในกระบวนการบริหารและกระบวนการจัดการเรียนการสอน ตลอดทั้งการส่งเสริมการใช้กระบวนการตรวจวิจัยในการเรียนรู้ของนักเรียน
10.  ผู้บริหารในองค์การทางการศึกษาจะต้องสามารถนำองค์การ มุ่งเน้นกระบวนการนำองค์การและกระบวนการรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate  Social  Responsibility) การแสดงกิจกรรมอย่างรู้หน้าที่ แสดงความรับผิดชอบด้วยความรอบคอบอย่างต่อเนื่อง มีเหตุผลตามหลักจริยธรรมและกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยไม่สร้างผลกระทบในทางลบ ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน  และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการบริหารการศึกษา (ศิริชัย  กาญจนวาสี.  2553) 
ดังนั้น การบริหารการศึกษาจึงเป็นศาสตร์ เป็นศิลป์ ซึ่งมีแบบแผน มีทฤษฎีที่หยิบยืมมาจากศาสตร์อื่น เพื่ออธิบายปรากฏการณ์หรือทำนาย หรือคาดการณ์ และการควบคุมพฤติกรรมของคนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษา ความจำเป็นต้องเป็นมืออาชีพเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็วในยุค โลกาภิวัตน์ไร้พรมแดน จะต้องยึดคุณภาพนักเรียนเป็นเป้าหมายสูงสุด Corporate Social Responsibility and omniscient the understanding about education administration Technology the necessity must is the professional will must seize student quality is topmost aim.       .
The education administration is a science or art at have the relation and professional executive
The education administration is a science there an element of the knowledge that has the criterion research for seek the knowledge to bring about to the practice has efficiently and the effect the education administration is the art that depends on the ability the experience is or the skill will of individual executive to will work achieve to follow the aim applied the theory has to the practice appropriately with the situation and the environment thus the education administration then is a science be the art customarily be high class vocation the executive in way education organization will must is "professional" be pillar important personnel will and is vocation leader to will must have the capacity, knowledge, ability, and the virtue, morality, through both of code of vocation good conduct then will bring about to the arrangement and school good administration achieve the success has well the effective the effect and the quality of the school that is to say be omniscient understanding through both of the trend reforms the education the conspiracy studies National strategy the policy to the practice according to Ministry of Education notes duty administration line and manage to study of the school the administration guarantees education quality the law where relate Meet professional standards and professional ethics in accordance with the Council there is the leadership that help to wasp the leadership to divide by and manage study the leadership is academic transformational leadership Management and participatory be omniscient the ability in base school administration (SBM) and can the principles of good governance in the administration and education, can make an organization is learning organization, Knowledge Management, and Brain-based Learning Development rank and school arrangement in the procedure study the instruction, understand the principle makes the course can encourage instruction education the learner is a major research development and management process teaching and learning process, can lead the organization he process of social responsibility
เอกสารอ้างอิง

ธร  สุนทรายุทธ.   (2551).  การบริหารจัดการเชิงปฏิรูป : ทฤษฎี วิจัย และปฏิบัติทางการ
            ศึกษา.  กรุงเทพฯ : เนติกุลการพิมพ์  จำกัด.
ธีระ  รุญเจริญ.  (2548).  สู่ความเป็นผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ.  กรุงเทพฯ : ข้าวฟ่าง. 
ธีระ  รุญเจริญ.  (2550).  ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษายุคปฏิรูป
การศึกษา.  กรุงเทพฯ : ข้าวฟ่าง. 
ศิริชัย  กาญจนวาสี  (2553).  การนำองค์การและเทคโนโลยีการบริหารการศึกษา.  กรุงเทพฯ :
          จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.